สวัสดีครับเนื่องจากผมอยากได้เลนส์ที่อยู่ในระยะกลางๆซึ่ง 25mm ถ้าเทียบเท่ากล้องฟิล์มแล้วเนี่ยมันจะอยู่ในระยะ 50 พอดีซึ่งเป็นระยะที่ถ่ายคนก็สวย วิวก็พอได้ ถ่ายกลุ่มเล็กๆ 4-6 คนพร้อมฉากหลังสบายๆ ไม่ต้องถอยไปไหนไกลมาก ระยะนี้แหละครับเป็นระยะที่ตอบโจทย์ผมที่สุด
ระยะ 25mm มีอะไรบ้าง?
ตัวเลือกเลนส์ที่สามารถใช้กับกล้องของผม (Olympus O-MD EM10) ได้ก็มี 2 ตัวที่น่าสนใจในตอนนี้ก็คือ Leica 25mm f1.4 และ Olympus M.Zuiko 25mm f1.8 เจ้าเลนส์ 2 ตัวนี้ได้ถูกพูดถึงค่อนข้างมากในตลาด ต่างคนก็ต่างความชอบครับ ทั้งคู่ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ผมเคยใช้ทั้ง 2 ตัวนี้แล้วครับก็ประทับใจทั้งคู่นั่นแหละครับ แต่สุดท้ายผมก็เลือก Olympus M.Zuiko ครับ
![]() |
| robinwong.blogspot.com |
เพราะอะไรผมถึงเลือก Olympus M.Zuiko Digital 25mm F1.8
หลังจากที่ผมเดินไปเดินมาลองเจ้าเลนส์นี้เป็นระยะเวลานาน (2-3 เดือน) คืออยากได้แต่ลังเลไม่รู้จะเอาอะไรดีชอบเดินเข้าร้านกล้องแล้วขอลองเลนส์นู้นเลนส์นี้ไปเรื่อยๆครับ พบความแตกต่างที่ว่า ความเร็วของ 2 ตัวนี้ไม่เท่ากัน ระยะโฟกัสก็ไม่เท่ากัน ของ Leica ภาพที่ออกมาจากเลนส์นั้นเรียกได้ว่าเป็นภาพที่คมแบบนวลๆ งงมั้ยครับคือมองละสบายตาแต่ก็ยังคมชัด ส่วนภาพที่ออกจาก Olympus นั้นเป็นสีสดๆ จัดจ้านดุดัน และด้วยกล้องของผมเป็น olympus จึงทำงานเข้ากันได้ดีครับ
ผมเป็นคนที่ชอบภาพนวลๆมันก็เลยลังเลว่าเห้ย จะเอาค่ายไหนดีนะ ต่อมาก็พิจารณาถึงความเร็วในการใช้งานครับ เอาระยะโฟกัสเป็นหลัก เดินถ่ายแชะๆๆๆ ไปเรื่อยๆ เจ้า Olympus คะแนนตรงนี้นำขาดครับ ไวมาก แต่ Leica นั้นก็ใช่ว่าจะเรียกว่าช้าครับ ผมเรียกแค่ว่ามันไม่ทันใจเท่านั้นเอง
และสุดท้ายเรื่องราคาครับ
Leica 25mm f1.4 ประกันศูนย์อยู่ที่ 17,990 บาท
Olympus 25mm f1.8 ปรักันศูนย์อยู่ที่ 15,990 บาท
คือแค่ 2000 เนี่ยไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลยครับแต่ด้วยจังหวะที่ Zoom Camera จัดโปรราคานี้พอดี
ไม่ต้องคิดเลยครับ ห่างกัน 7000 แบบนี้ตัดสินใจง่ายจึงโทรไปสั่งที่สาขาเดอะมอล์งามวงศ์วาน เช็คว่ามีของมั้ยแล้วให้ส่งมาที่เชียงใหม่เลยครับ
ในการสั่งซื้อก็ไม่มีอะไรมาก โทรเข้าสาขา โอนเงิน จากนั้นรอรหัส EMS แค่นี้ครับเชื่อถือได้สบายมาก
แนะนำให้โอนก่อน 12.00 นะครับจะได้ส่งในวันนั้นและรับของอีกวันได้เลยครับ ไม่เกิน 2 วันฮะ
หลังจากนั้น
หลังจากโอนเงินเสร็จใจก็ตุ้มๆต่อมๆครับว่าจะอะไรยังไง เลยเอาเบอร์โทรไปเช็คใน Google ดูเออแล้วทำไมถึงไม่เช็คก่อนโอนนะ 555 ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันครับเหมือนโดนป้ายยาให้ซื้อเลย มัวเมาอยู่กับเลนส์ที่ตัวเองอยากได้ ทั้งเบอร์โทรศัพท์ ทั้งเลขบัญชี พบว่าเป็นของเจ้าของ Zoom camera จริงครับแหม่ะ อุ่นใจกันเลยทีเดียว ในวันต่อมาก็ได้รหัส EMS ครับคือคุยกันผ่านทาง imessage กับทางร้านนะครับ แจ้งความคืบหน้าเรื่อยๆ ....และเย็นวันถัดมาของก็มาถึงครับ
Unbox Olympus M.Zuiko Digital 25mm F1.8 From Zoom Camera
จะเห็นได้ว่าการแพคดีมากผมเปิดมาผมยังตกใจเลยว่าอะไรจะแน่นขนาดนั้นคือมั่นใจได้เลยว่าของถึงโดยที่ไม่พังอย่างแน่นอน พอมาประกอบกับกล้องด้วยแล้วเพิ่มความหล่อขึ้นมาประมาณ 150% ครับ
ตอนนี้เลนส์ตัวนี้เป็นหนึ่งในเลนส์ที่ต้องมีติดตัวไว้ละล่ะครับ คุ้มจริงไรจริงฮะ ราคา 10590 รวมส่งแล้ว ภาพที่ออกมานี่แบบสะใจผมมากๆครับ โอเคเลย ประทับใจ ชอบๆ แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า สวัสดี
เป็นอีกครั้งที่ได้มาเที่ยวที่ปาย บรรยากาศเป็นอะไรที่ชิลสุดๆ คือมันสบายๆ ไม่เร่งรีบ ไม่อยากทำอะไรเลย อยากนอนทั้งวัน พักผ่อน พักกาย พักใจ ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะพักทำไมเหมือนกันนะครับ งานที่ทำอยู่ก็ไม่ได้เหนื่อยหรือผมจะขยันทำมันจนร่างกายเหนื่อยล้าสักเท่าไหร่ ช่วงนี้ความขี้เกียจเข้าครอบงำ
มันรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรเลย อยากอยู่นิ่งๆนานๆ ...... ผมใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยมาเดือนกว่าๆแล้วงานก็ไม่ได้จับ รู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ คำถามเกิดขึ้นในหัวตลอดเวลาว่าถ้าวันนึง app ที่ผมทำอยู่เนี่ยตลาดมันวายแล้วผมจะทำอะไรต่อไป ผมจะมีชีวิตอยู่อย่างไร อะไรพวกนี้ผมคิดอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่ไม่ได้ลงมือทำเท่านั้นเอง
พอกลับมานั่งนิ่งๆบรรยากาศริมน้ำ ฝนตกพรำๆเบาๆ มันทำให้ผมได้รู้ว่าผมอยากมีชีวิตแบบนี้ อยากอยู่ที่ๆมันเงียบๆสงบๆ แต่ก็ต้องมีสังคมเล็กๆที่เค้ายอมรับในตัวของผม ในสิ่งที่ผมเป็น คุยกันเฮฮาตามประสาไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งในความเป็นจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยว่าถ้าเกิดเราย้ายที่อยู่บ่อยๆ ตามหาที่นิ่งๆเงียบๆเนี่ย มันจะมีสังคมแบบนั้นได้อย่างไร ก็ต้องมานั่งทำความรู้จักกันใหม่หมดเลย เล่าเรื่องราวชีวิตของเราซ้ำๆให้เพื่อนหน้าใหม่ฟังอยู่ตลอดเวลา มันก็สนุกนะครับในช่วงแรกๆที่เค้าจะสนใจเราในสิ่งที่เราสื่อออกไป แต่ในระยะยาวแล้ว ผมคิดว่ามันเป็นการสูญเปล่า เราก็แค่ตัวละครตัวนึงเท่านั้นแหละครับที่เข้ามาในชีวิตเค้าเท่านั้นเอง ....
คำถามที่อยู่ในหัวตลอดเวลาคือ เห้ยจะทำอะไรดีนะให้ชีวิตมันมีคุณค่ามากกว่านี้ มันมั่นคงมากกว่านี้พ่อก็เกษียรอายุราชการแล้ว เปลี่ยนหน้าที่ดูแลบ้านเป็นของเราแล้ว ละตอนนี้เราทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ทำให้มันดี .... คือคิดน่ะคิด แต่มันไม่ลงมือทำ ผมขี้เกียจผมอยากอยู่นิ่งๆไม่อยากทำอะไร นี่แหละที่มันเป็นปัญหาของผมมากๆ
และตอนนี้ก็เริ่มจะงงละว่าการอัพบล็อคในครั้งนี้ผมจะสื่ออะไร ผมอยากบ่นอะไรเรื่อยเปื่อยเท่านั้นแหละครับ ทุกวันนี้ทำอะไรบ้าง เล่นทวิต เฟส คุยกะพี่ๆในกลุ่ม meetingไปเรื่อย มันดูเหมือนเราไม่ค่อยจะทำประโยชน์กับชีวิตตัวเองหรือครอบครัวเท่าไหร่ ผมอยากจะทำอะไรให้มันดีกว่านี้จังเลย แต่พอจะหยิบจับอะไรขึ้นมามันก็เขวไปทำนู้นทำนี่ คิดนู้นคิดนี่ หรือเรียกอีกอย่างนึงว่าฟุ้งซ่านนั่นเอง มันเรื่อยเปื่อยเกินไป ผมเริ่มเบื่อที่จะเป็นแบบนี้แล้วครับ .... จะทำยังไงอันนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกันฮะ
ลองมานั่งทบทวนเป้าหมาย สิ่งที่อยากทำ ดูดีกว่า ระหว่างเขียนนี้ผมก็คิดไปด้วยแบบ Realtime เลยละกันนะฮะ มันอาจจะน่ารำคาญไปหน่อย 5555
อย่างแรก ผมอยากมีชีวิตที่เป็นอิสระ อยากไปไหนก็ไปอยากทำอะไรก็ทำ
อย่างที่สอง ผมอยากให้ครอบครัวสุขสบาย ไม่ต้องมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรม
ที่พูดมาเหมือนจะง่ายนะครับแต่พอเอาเข้าจริงๆเออ จะทำอะไรล่ะ ทำอะไรดี ความรู้ที่มีมันทำอะไรได้บ้าง
คงต้องทำ Action plan ขึ้นมาว่าต้องทำงี้ๆ แล้วจะแก้ไขในส่วนที่ขี้เกียจได้อย่างไร เอาอะไรมาบังคับตัวเองอีก งานอิสระจริงๆแล้วมันไม่อิสระเท่าไหร่ มันต้องใช้พลังกาย พลังใจสูงมากในการบังคับตัวเอง
ผมคิดว่าวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2557 นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับชีวิตผมหลายๆอย่าง
ไว้เดี๋ยวผมจะมาเล่าให้ฟังครับ
มันรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรเลย อยากอยู่นิ่งๆนานๆ ...... ผมใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยมาเดือนกว่าๆแล้วงานก็ไม่ได้จับ รู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ คำถามเกิดขึ้นในหัวตลอดเวลาว่าถ้าวันนึง app ที่ผมทำอยู่เนี่ยตลาดมันวายแล้วผมจะทำอะไรต่อไป ผมจะมีชีวิตอยู่อย่างไร อะไรพวกนี้ผมคิดอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่ไม่ได้ลงมือทำเท่านั้นเอง
พอกลับมานั่งนิ่งๆบรรยากาศริมน้ำ ฝนตกพรำๆเบาๆ มันทำให้ผมได้รู้ว่าผมอยากมีชีวิตแบบนี้ อยากอยู่ที่ๆมันเงียบๆสงบๆ แต่ก็ต้องมีสังคมเล็กๆที่เค้ายอมรับในตัวของผม ในสิ่งที่ผมเป็น คุยกันเฮฮาตามประสาไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งในความเป็นจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยว่าถ้าเกิดเราย้ายที่อยู่บ่อยๆ ตามหาที่นิ่งๆเงียบๆเนี่ย มันจะมีสังคมแบบนั้นได้อย่างไร ก็ต้องมานั่งทำความรู้จักกันใหม่หมดเลย เล่าเรื่องราวชีวิตของเราซ้ำๆให้เพื่อนหน้าใหม่ฟังอยู่ตลอดเวลา มันก็สนุกนะครับในช่วงแรกๆที่เค้าจะสนใจเราในสิ่งที่เราสื่อออกไป แต่ในระยะยาวแล้ว ผมคิดว่ามันเป็นการสูญเปล่า เราก็แค่ตัวละครตัวนึงเท่านั้นแหละครับที่เข้ามาในชีวิตเค้าเท่านั้นเอง ....
คำถามที่อยู่ในหัวตลอดเวลาคือ เห้ยจะทำอะไรดีนะให้ชีวิตมันมีคุณค่ามากกว่านี้ มันมั่นคงมากกว่านี้พ่อก็เกษียรอายุราชการแล้ว เปลี่ยนหน้าที่ดูแลบ้านเป็นของเราแล้ว ละตอนนี้เราทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ทำให้มันดี .... คือคิดน่ะคิด แต่มันไม่ลงมือทำ ผมขี้เกียจผมอยากอยู่นิ่งๆไม่อยากทำอะไร นี่แหละที่มันเป็นปัญหาของผมมากๆ
และตอนนี้ก็เริ่มจะงงละว่าการอัพบล็อคในครั้งนี้ผมจะสื่ออะไร ผมอยากบ่นอะไรเรื่อยเปื่อยเท่านั้นแหละครับ ทุกวันนี้ทำอะไรบ้าง เล่นทวิต เฟส คุยกะพี่ๆในกลุ่ม meetingไปเรื่อย มันดูเหมือนเราไม่ค่อยจะทำประโยชน์กับชีวิตตัวเองหรือครอบครัวเท่าไหร่ ผมอยากจะทำอะไรให้มันดีกว่านี้จังเลย แต่พอจะหยิบจับอะไรขึ้นมามันก็เขวไปทำนู้นทำนี่ คิดนู้นคิดนี่ หรือเรียกอีกอย่างนึงว่าฟุ้งซ่านนั่นเอง มันเรื่อยเปื่อยเกินไป ผมเริ่มเบื่อที่จะเป็นแบบนี้แล้วครับ .... จะทำยังไงอันนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกันฮะ
ลองมานั่งทบทวนเป้าหมาย สิ่งที่อยากทำ ดูดีกว่า ระหว่างเขียนนี้ผมก็คิดไปด้วยแบบ Realtime เลยละกันนะฮะ มันอาจจะน่ารำคาญไปหน่อย 5555
อย่างแรก ผมอยากมีชีวิตที่เป็นอิสระ อยากไปไหนก็ไปอยากทำอะไรก็ทำ
อย่างที่สอง ผมอยากให้ครอบครัวสุขสบาย ไม่ต้องมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรม
ที่พูดมาเหมือนจะง่ายนะครับแต่พอเอาเข้าจริงๆเออ จะทำอะไรล่ะ ทำอะไรดี ความรู้ที่มีมันทำอะไรได้บ้าง
คงต้องทำ Action plan ขึ้นมาว่าต้องทำงี้ๆ แล้วจะแก้ไขในส่วนที่ขี้เกียจได้อย่างไร เอาอะไรมาบังคับตัวเองอีก งานอิสระจริงๆแล้วมันไม่อิสระเท่าไหร่ มันต้องใช้พลังกาย พลังใจสูงมากในการบังคับตัวเอง
ผมคิดว่าวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2557 นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับชีวิตผมหลายๆอย่าง
ไว้เดี๋ยวผมจะมาเล่าให้ฟังครับ
| ติดมันเหลือเกิน คอมเนี๊ยย |
เกริ่นก่อนเบื่อ
ตั้งแต่มี Social Media หลายๆตัวเข้ามาในชีวิต มันทำให้ชีวิตแลดูง่ายขึ้นในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น...
กับเพื่อนเก่าเพื่อนที่ทำงาน เพื่อนๆที่รู้จักเหมือนเราได้รู้จักกับคนอื่นมากขึ้นอีกครั้งนึง ข้อมูลข่าวสารสถานะต่างๆ มันทำให้เรารับข้อมูลต่างๆได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว
เน้นเพื่อนใหม่ๆซะมากกว่าเป็นการโชว์ความคิดตรรกะต่างๆ ใครที่แบบมีแนวคิดหรือเจออะไรมาก็จะมาบ่นๆในทวิต แล้วก็เกิดการรีทวิตกระจายกันออกไปอย่างรวดเร็ว ผมว่าพวกที่เล่นทวิตเตอร์เค้าจะมีตรรกะที่ไวกว่าเฟสบุคอยู่นิดนึงคือจะโพสยังไงให้มันพอกับ 140 ตัวอักษรหรือว่า โพสยังไงให้มันดูดีแตกต่างอ่านละโดนอ่านละอยากแชร์ มันทำให้มีศัพทใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา สนุกสนานกันไป ส่วนใหญ่จะเพ้อเจ้อนะครับ ที่ผมเล่นมาเนี่ย ...
Instragram
เป็น Social ที่เอาไว้เก็บรูปซะมากกว่าในสายตาของผมคือเจออะไรสวยๆก็อยากจะแชร์ให้โลกรู้ว่าเออมันสวยนะ ฉันทำอะไรอยู่ วันนี้หน้าตาฉันเป็นอย่างไร นู้นนี่นั่น
หลักๆก็มี 3 แอพนี้ที่เป็นเป็นหน้า home เลยก็ว่าได้ มันเกิดอาการที่เรากดเข้าไปโดยไม่รู้ตัวคืออะไรไม่รู้ล่ะขอเช็ค 3 แอพนี้ก่อนว่ามีอะไรขึ้นมาเตือนบ้าง เพื่อนฉันคอมเม้นว่าไงบ้าง มีคนรีทวิตคำคมของฉันกี่คน มีคน like รูปของฉันบ้างรึเปล่า .... จากนั้นทำอะไรครับ กลับไปเช็คเฟสบุคอีกครั้ง เออวนไปวนมาอยู่แบบนี้ทุกวัน แบบส่องคนที่เราชอบบ้าง คนที่เราไม่ชอบบ้าง บางทีมันก็ไม่จำเป็นรึเปล่าที่เราจะต้องไปรับรู้ข้อมูลอะไรพวกนั้น
ผมคิดว่าตอนนี้ผมอยากจะเลิกเล่นอะไรพวกนี้มากๆ แต่ติดที่ใจยังไม่แข็งพอ ผมมีข้อมูลมากมายอยู่บนอินเตอร์เน็ต บันทึกนู้นนี่นั่น เพื่อนๆพี่ๆที่ทำงานด้วยกันบ้าง คือยังไงมันก็ต้องมีการติดต่อสื่อสารอ่ะนะครับ มันเลิกไม่ได้จริงๆ แต่พยายามจะลดลง
บางทีเราได้เข้าไปอ่านอะไรที่มันเป็นการรบกวนสมาธิในการทำสิ่งต่างๆในแต่ละวัน อย่างแฟนเก่าบ้าง คนอื่นเค้าคิดยังไงกับเราบ้างอะไรงี้ มันมีบางครั้งที่แบบ Fail ไปทั้งวันเลยก็ได้นะครับ เห้ออ ผมอยากจะหลุดกับวังวนพวกนี้มากๆพยายามทุกวัน
วิธีแก้ปัญหาการติด Social Network
- อย่างแรกคือปิดเตือนทั้งหมดครับ คือใครจะมีปฏิสัมพันธ์กับเรายังไงก็ช่าง ฉันอยากรับรู้แค่เวลาฉันอยากรับรู้เท่านั้น อย่าเข้ามาแทรกเวลาฉันทำอะไรอยู่ ฉันมีความสุขอยู่ ฉันยังทำงานอยู่ กรุณาอย่ารบกวนฉัน
- ลบ App ไปเลยครับคืออย่าให้มันเข้ามาในชีวิตประจำวันของเราเลย เราอยากดูเมื่อไหร่ก็แค่เปิด laptop ของเราขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งนั่นเราจะอยู่กับมันแค่ตอนเปิดคอมเท่านั้นและคุณไม่จำเป็นต้องเปิดคอมเพื่อจะเล่นมันอย่างเดียวก็ได้นี่นา ทำงานบ้างอะไรบ้าง
- หักดิบลบ account ทั้งหมดไปเลยครับ คือตัดขาดกันไปเลย ไม่เล่นอีกแล้ว เหลือแค่พวก instant message เอาไว้ติดต่อกันเท่านั้นก็เพียงพอ
จริงๆแล้วกลัวว่าคนอื่นจะติดต่อเราไม่ได้ ให้จำคำนี้ไว้เลยครับว่า
ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนหรือด่วนจริงๆ เค้าจะโทรมาเองไม่ใช่ Line มาข้อความมา
Dell S2340L จอใส ไม่ธรรมดา
วันนึงผมได้มีโอกาสเข้าไปเล่นในร้านเกมแถวๆหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าจอในร้านนี้มันใสกิ๊กผิดปกติ สงสัยต้องแพงแน่เลยเลยลองดูรุ่นแล้วหาข้อมูลในร้านนั่นแหละครับ ลองเปิดเกมโหดๆดูเออสวยดีอาจจะเป็นที่การ์ดจอของคอมด้วย แต่เจอครั้งแรกก็หลงรักเลย ก็เลยตัดสินใจเอาวะ รุ่นนี้นี่แหละ ที่จะมาช่วยงานเรา ซิ่งไปซื้อที่ตึก icon เลยล่ะครับ
สเปกจอรุ่นนี้
23" LED DELL S2340L
Display Size 23"
Resolution 1920 x 1080
Brightness 250 cd/m2
Contrast Ratio 1,000:1
Response time 7 ms
Input signal VGA & HDMI
Warranty 3
![]() |
| คู่มือ Dell S2340L |
อย่างแรกเปิดคู่มือก่อนเลยครับเพราะไม่เคยจะประกอบเองมาก่อน
![]() |
| จอ Dell S2340L |
โฟมจะปิดกันสองด้าน ด้านแรกจะเป็นจอเต็มๆเลยครับ
![]() |
| อุปกรณ์ Dell S2340L |
โฟมอีกด้านจะมีอุปกรณ์ต่างๆที่จะต้องใช้ในการประกอบครับ มีแผ่น CD คู่มือเอาไว้ให้ดูเล่นๆด้วย
![]() |
| สิ่งที่ให้มาทั้งหมด Dell S2340L |
พอแกะออกมาตอนแรกนึกว่าจะเปราะบางนะครับ แต่จะบอกว่าแข็งแรงทนทานตามแบบฉบับของ Dell เค้าแหละครับ เป็นเอกลักษณ์ไปละมั้ง อึดถึกทน
![]() |
| สาย HDMI 300 บาท |
เป็นสิ่งนึงที่เคืองเล็กๆสำหรับของแถมจอรุ่นนี้คือไม่มีสาย HDMI มาให้ครับต้องซื้อเพิ่ม
![]() |
| My work station |
ประกอบเสร็จก็ออกมาเป็นแบบนี้แหละครับ สวยสดงดงามเอาไว้ ทำงาน ดูหนัง เล่นเกมได้อย่างสบายใจเลย ในราคา 5990 ผมว่ามันก็ ok นะประกัน 3 ปี ใช้ไปเถอะครับถือว่าค่าจอปีละ 2พันเท่านั้นเอง ถ้าเกิดอยากขยับขยายก็ขายออกเร็ว ไม่เสียเวลาแน่ๆ หากใครกำลังมอง จอ Dell S2340L ตัวนี้อยู่ผมบอกจากใจเลยครับว่าคุ้มอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องสีเพี้ยนหรืออะไรพวกนี้ผมก็ไม่ได้ทดสอบนะครับ ผมเอาตาผมว่า เอาอารมณ์ตอนทำงาน เปิดหนัง เล่นเกมเข้าว่าครับ มันok แต่ก็ต้องลองดูกับงานพิมพ์ว่ามันจะออกมาตรงตามที่มองเห็นในจอหรือไม่ ยังไงถ้าผมซื้อ Printer เมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟังละกันครับผม ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน ไว้เจอกันบทความหน้าครับ สวัสดีครับ
ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่
สถานที่แห่งนี้เป็น Landmark ของเชียงใหม่หากใครมาที่เชียงใหม่แล้วไม่ได้มาที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ แล้วล่ะก็ถือได้ว่ายังมาไม่ถึงเลยล่ะครับ
เนื่องจากเพื่อนของผมได้นำรถ Masda2 มาฝากไว้ที่คอนโดเลยเป็นโอกาสให้ผมได้ทดลองขับอย่างเต็มที่ครับ อยากเทสอะไรเทสได้เลย หลังจากกขออนุญาตแล้วก็จัดเต็มครับ เปิดที่แรกที่ไปก็คือ วัดพระธาตุดอยสุเทพนี่แหละครับ ถือว่าเป็นทาง Basic ที่สุดแล้วแต่ก็มีระยะให้เทสกันหลายๆแบบครับ
กล้องที่ใช้ในการถ่ายภาพในทริปนี้ก็คือ Olympus OMD-EM10 เลนส์ก็ Kit 14-42mm ที่ติดมากับกล้องนี่แหละครับเนื่องจากงบประมาณ+ประสบการณ์ที่มีอยู่จำกัดจึงทำให้ต้องใช้เลนส์นี้เผื่อฝึกฝีมือให้เข้าที่จากนั้นค่อยขยับขยายละกันเนอะ
ดอยสุเทพขับมาทางหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านสวนสัตว์เชียงใหม่ ตรงยาวขึ้นมายังวัดได้เลยครับ เส้นทางมี 3 เลนฝั่งขึ้นดอยมี 2 ทางลงมี 1 ขับง่ายๆสบายๆ โค้งก็ตามสภาพดอยน่ะแหละครับ แต่ขับง่ายฮะถนนเค้าทำออกมาดีแล้ว ซิ่งได้อย่างสบายใจ
ขึ้นมาอย่างแรกก็จะเจออนุเสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยก็แวะกราบขอพรถ่ายรูปกันหน่อยครับ
ขับมาเรื่อยๆก็จะเจอวัดผาลาด เป็นวัดแรกที่เจอครับผมก็ไม่ได้ขับลึกเข้าไปเพราะยังไม่เคยเข้าไปเหมือนกันกลัวรถจะไปไม่ได้ด้วยแหละ วันหลังจะแว๊นมาสำรวจครับว่าข้างในมีอะไร ได้แต่ถ่ายรูปอยู่ข้างนอกฮะ
ด้วยความที่ผมเป็นคนถ่ายรูปไม่ค่อยสวยจึงถ่ายทอดอารมณ์ ณ ตอนนั้นได้ไม่ดีเท่าที่ควรครับ จะบอกว่าที่นี่สวยมากจริงๆครับ ป่าเขียวเต็มไปหมด แดดส่องมาพอดี ทำให้รู้สึกเย็นใจอย่างบอกไม่ถูก
กล้องที่ใช้ในการถ่ายภาพในทริปนี้ก็คือ Olympus OMD-EM10 เลนส์ก็ Kit 14-42mm ที่ติดมากับกล้องนี่แหละครับเนื่องจากงบประมาณ+ประสบการณ์ที่มีอยู่จำกัดจึงทำให้ต้องใช้เลนส์นี้เผื่อฝึกฝีมือให้เข้าที่จากนั้นค่อยขยับขยายละกันเนอะ
ออกเดินทาง !!!
จริงอย่างที่ท่านว่าไว้ครับ หากพอใจในตัวเองได้เท่าไหร่ ฟิลลิ่งที่เกิดขึ้นมันจะเป็นเหมือนสวรรค์เลยทีเดียวอยู่ที่ไหนก็สุขกาย สุขใจ เบาตัว
เอารถมาจอดไว้ข้างๆครับจะมีลานจอดเล็กๆสำหรับ 7-10 คันอยู่แล้วก็ลงไปถ่ายรูปวิวสวยๆกันเลยครับ วันที่ผมขึ้นมานี้ฟ้ายังไม่ใสครับ มีเมฆซะส่วนใหญ่ การถ่ายภาพในเมืองตรงนี้ผมยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยครับได้แต่ใช้โหมด iAuto ให้มันปรับให้เพราะปรับเองภาพจะออกมาไม่สวยเท่าไหร่ สีแปลกๆไปอ่ะนะครับ
ถ้ามีนางแบบการถ่ายรูปครั้งก็คงจะสนุกขึ้นไปอีกไม่น้อยเลยล่ะครับ
ภาพนี้ไม่ได้มาจากเลนส์ Wide นะครับมุมมองจากลานจอดรถที่จุดชมวิวนั่นแหละครับ โค้งก็โค้งจริงๆ แบบนี้ดริฟมันแน่ๆเลยครับ ละถามว่าขับเป็นมั้ย บอกได้เลยว่า ไม่เป็น !!!
ตอนที่ขับถึงดอยสุเทพแล้วนั้นผมไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้เพราะมัวแต่คุยโทรศัพท์ครับ (หลังจากจอดรถแล้วเดินขึ้นมาน่ะนะ) มีรูปอีกทีก็ตอนจะขึ้นรถรางไฟฟ้าแล้ว ขออภัยด้วยครับผม
![]() |
| บัตรรถรางไฟฟ้าขึ้นดอยสุเทพ เชียงใหม่ ราคา 20 บาท |
บัตรรถรางไฟฟ้า ขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ราคา 20 บาทเท่านั้นเอง
หน้าลิฟท์มีการเจิมด้วยยันต์ต่างๆเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวได้ว่าลิฟท์ตัวนี้ขึ้นแล้วรวย ขึ้นแล้วจะปลอดภัย ขึ้นแล้วจะ บลา บลา บลา #เดี๋ยวๆ
ตอนแรกก็นึกว่าจะมีวงมีวิวให้ดูครับแต่เปล่าเลย เห็นเป็นเหล็กเส้นๆนี่แหละ แต่ดีหน่อยที่เป็นห้องแอร์ครับเย็นฉ่ำ ฉ่ำขนาดไหนคนเฝ้ารถรางถึงกับหลับมารับเราเลยทีเดียวครับ
![]() |
| คนเฝ้ารถรางไฟฟ้า ดอยสุเทพ เชียงใหม่ |
ระหว่างรอรถรางมันเคลื่อนตัว พวกเราก็ได้แต่มองหน้ากันครับ คู่รักก็มุ้งมิ้งกันไป ผมมาคนเดียวก็เอ๋อๆ ทำหน้างงๆมึนๆใส่ไป 555 ตลกตัวเองเหมือนกันไม่มีอะไรทำก็จัดซะรูปสองรูป มีครอบครัวมา 1 ครอบครัวคุยกันสนุกสนาน เอออยากมาอารมณ์นี้อีกเหมือนกันแต่ว่าพ่อชอบเถียงกะแม่ซะส่วนใหญ่ เอิ่มมม ต่อดีกว่าครับ
จะบอกว่าในวันที่ผมถ่ายนี้ผมยิ้มไปด้วยนะครับเพราะอะไรมันก็พอดีไปหมดเลยไม่ว่าจะเป็นแสง บรรยากาศ สีของท้องฟ้า มันทำให้รูปออกมาดูสดใสมากๆเลย ใช้ iphone5s ถ่ายออกมาก็ยังสวย คือแบบเพลินเลยอ่ะ เดินรอบพระธาตุประมาณ 3 รอบวนเวียนถ่ายไปเรื่อยเพลินจริงๆครับ ความสุขของการถ่ายภาพมันเป็นแบบนี้นี่เอง เป็นครั้งแรกของผมเลยครับสำหรับความรู้สึกนี้ หลังจากเวลาที่ผมถ่ายรูปออกมาแล้วมันไม่สวย ผมก็จะจิตตกไปพักนึง แต่วันนี้ผมได้ค้นพบความลับในการที่จะมีความสุขในการถ่ายภาพแล้วล่ะครับ :)
หลังจากอยู่มาสักพักนึง ก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับละล่ะครับ สนุกมากครับวันนี้เป็นเวลา 2-3 hr ที่มีค่ามากเลยทีเดียวกับการเริ่มต้นถ่ายรูปละลง Blog ครั้งแรกของผม
ก่อนกลับก็แวะเติมพลังกันหน่อยครับ แรงหมดละชิลมาทั้งวัน
และแล้วก็กลับมาอัพ Blog ที่ห้องอย่างสวัสดิภาพครับ รู้สึกดีที่ได้ออกมาใช้ชีวิตแบบนี้นะครับมันชิลๆ เรื่อยๆ ไม่รีบร้อน แต่บางทีผมก็รู้สึกว่ามันเฉื่อยไปจนต้องบังคับตัวเองให้ทำนู้นทำนี่อยู่ตลอดเวลา ครึ่งวันของเช้านี้ผมมอบให้กับการเขียน Blog เลยละกันครับ ไว้ครั้งหน้าผมจะพยายามเอารูปสวยๆมาฝากกันอีกนะครับ ขอบคุณที่อ่านมาถึงข้างล่างนี้ แล้วเจอกันครับผม !!!
















